ที่มาของพิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ (รดน้ำสังข์) ในงานแต่งงาน

ที่มาของพิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ (รดน้ำสังข์) ในงานแต่งงาน

พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ หลั่งน้ำสังข์ หรือเรียกกันทั่วไปว่า รดน้ำสังข์ ในงานแต่งงานแบบไทย ปัจจุบันก็ยังมีให้เห็นกันแพร่หลาย ในพิธีการหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ หรือพิธีรดน้ำสังข์ แขกผู้ใหญ่ จะนำน้ำที่อยู่ในหอยสังข์ รดไปที่มือของคู่บ่าวสาว พร้อมอวยพรให้บ่าวสาว ครองรัก ครองเรือนอย่างมีความสุข

sarasod-wedding-thai-1

สิ่งสำคัญในพิธีนี้คงหนีไม่พ้น หอยสังข์ ซึ่งถือเป็นสิ่งมงคล เป็นหนึ่งใน 4 อย่างที่พระนารายณ์ซึ่งเป็นเทพเจ้าของศาสนาพราหมณ์ ถือไว้ในพระกร จึงได้ถูกนำมาใช้ในงานพิธีมงคลต่างๆ ไม่ว่าจะใช้เป่าหรือใส่น้ำมนต์ หรือหลั่งน้ำแก่คู่สมรส เสมือนเป็นการอวยพรให้คู่บ่าวสาวมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตคู่ ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่เราได้มาจากพราหมณ์นั่นเอง

น้ำ เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นปึกแผ่น ไม่มีการแตกแยก รวมตัวกันตลอดเวลา ด้วยคุณสมบัติของน้ำ จึงนำมาเป็นสัญลักษณ์ในการอวยพรคู่บ่าวสาวให้ครองรักกันอย่างยั่งยืน

น้ำ มีความเย็น คู่บ่าวสาวมาจากการเลี้ยงดูที่แตกต่างกัน มีภูมิหลังต่างกัน เมื่อมาใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน หากไม่ใจเย็นจะอยู่กันยาก

น้ำ ไม่มีตัวตนที่แท้จริง เกิดจากหยดน้ำหลายๆ หยดมารวมกัน กลายเป็นสายน้ำ ชีวิตคู่ก็เช่นกัน ต้องเรียนรู้กัน อย่ายึดติดว่าตัวฉันสำคัญที่สุด

น้ำ ให้ชีวิต คู่รักกันต้องเป็นผู้ให้ซึ่งกันและกัน

น้ำ ให้ชีวิต ให้คุณประโยชน์ แล้วไหลลงสู่ที่ต่ำ คือคนรักกัน ทำดีต่อกันด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ยึดติด ไม่เรียกร้องผลตอบแทน

ในพิธีการรดน้ำสังข์ คู่บ่าวสาวจะบูชาพระรัตนตรัย และนั่งที่ตั่งสำหรับรดน้ำสังข์ ผู้ใหญ่ที่เคารพ คล้องพวงมาลัยให้แก่คู่บ่าวสาว และยื่นมือ 2 ข้าง ประนมมือไปยังขันรองน้ำ ผู้ใหญ่สวมมงคลที่ศีรษะ และเจิมหน้าผาก 3 จุด ของคู่บ่าวสาว แล้วรับน้ำสังข์ เมื่อรดน้ำสังข์เสร็จแล้ว ผู้ใหญ่ถอดมงคลแฝด แล้วมอบให้คู่บ่าวสาวเก็บไว้

ในพิธีรดน้ำสังข์มีความเชื่อกันว่า หากเสร็จสิ้นแล้ว หากคู่บ่าวสาวฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลุกขึ้นยืนก่อน ว่ากันว่าผู้นั้นจะเป็นใหญ่ในครบครัว บ้างก็ว่า ให้ช่วยกันประคับประคองกันลุกขึ้น ก็แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละบุคคล